สินส่วนตัวกับสินสมรสต่างกันอย่างไร

44336 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สินส่วนตัวกับสินสมรสต่างกันอย่างไร



สินส่วนตัว

                  ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัว ที่ไม่ได้แยกเป็นสินสมรส ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายปัจจุบันมีอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น คือสินส่วนตัวและสินสมรส ฉะนั้น จึงต้องศึกษาว่าทรัพย์สินอย่างใดเป็นสินส่วนตัวและอย่างใดเป็นสินสมรส เพราะการจัดการทรัพย์สินสองประเภทแตกต่างกัน กฎหมายได้วางหลักไว้ว่า "สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน"

1. ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส  ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสนี้ ก่อนใช้บรรพ 5 ฉบับปัจจุบัน กฎหมายได้บัญญัติให้เป็นสินเดิม แต่ถ้าคู่สมรสประสงค์ที่จะให้เป็นสินส่วนตัว จะต้องระบุไว้ว่าเป็นสินส่วนตัว การระบุเช่นนั้นก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวในภายหลัง ฉะนั้นเพื่อขจัดปัญหา กฎหมายปัจจุบันจึงได้กำหนดให้ทรัพย์สินทุกชนิดที่มีอยู่ก่อนสมรสเป็นสินส่วนตัว โดยไม่ต้องระบุว่าทรัพย์ชิ้นนี้ชิ้นนั้นเป็นส่วนตัว คำว่า "สินส่วนตัว" หมายถึงทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนการสมรส ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะใหญ่หรือเล็ก จะมีค่าหรือไม่มีค่ารวมตลอดทั้งทรัพย์สิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น
    
2. ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หมายความว่า ทรัพย์สินเหล่านี้แม้ว่าได้มาระหว่างสมรสไม่ว่าด้วยประการใดๆ เช่น เอาสินสมรสไปซื้อถ้าหากพิสูจน์ได้ว่า เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวถือว่าเป็นสินส่วนตัวทั้งสิ้น สำหรับ "เครื่องใช้ส่วนตัว" นั้น  ก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไปตามข้อเท็จจริงว่าเป็นเครื่องใช้ส่วนตัวจริงหรือไม่ "เครื่องแต่งกาย" ก็เช่น เสื้อผ้า กางเกง กระโปรง "เครื่องประดับ" เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน แต่ทั้งหมดนี้จะต้องมีตามควรแก่ฐานะด้วย เช่น มีฐานะปานกลางแต่ซื้อสร้อยข้อมือฝังเพชรราคาเป็นแสน จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวก็ไม่เป็นธรรมนัก ส่วน "เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" นั้น จะเป็นสินส่วนตัวได้ก็ต้องเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพจริงๆกล่าวคือ ในการประกอบวิชาชีพหรืออาชีพนั้นๆ จะขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ 

3. ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา  คำว่า "รับมรดก" หมายความถึงการที่ผู้ให้ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ถึงแก่ความตายแล้ว กล่าวคือ ถ้าเป็นโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หาแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นจะตกเป็นสินส่วนตัว แม้ว่าจะได้รับทรัพย์สินเหล่านั้นมาในระหว่างสมรสก็ตาม คำว่า "โดยการรับมรดก" นั้น หมายถึงการรับมรดกไม่ว่าจะเป็นการรับมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรม ทรัพย์สินนั้นก็เป็นสินส่วนตัวทั้งสิ้น ส่วน "การให้โดยเสน่หา" นั้นหมายถึงการให้โดยผู้รับมิต้องตอบแทนอย่างใดๆ ทั้งสิ้น ทรัพย์สินที่ได้รับมานั้นก็เป็นสินส่วนตัว แม้ว่าจะได้รับมาในระหว่างสมรสก็ตาม ฝ่ายใดให้ก็เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น

สินสมรส


                          สินสมรสนั้นดูจากตัวอักษรก็น่าจะเข้าใจความหมายได้ว่า เป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรส แต่ถ้าจะให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสเพียงอย่างเดียวก็จะเห็นว่าสินสมรสระหว่างสามีภริยาจะมีน้อยมาก ผู้ร่างกฎหมายประสงค์จะให้สามีภริยามีส่วนร่วมกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสามีภริยา ได้มั่นคงไม่ถูกบั่นทอนได้ง่าย จึงได้กำหนดให้ดอกผลอันเกิดจากสินส่วนตัวเป็นสินสมรสด้วย ซึ่งเป็นการขัดกับหลักทั่วไป เพราะโดยปกติใครเป็นเจ้าของทัพย์สินสิ่งใดย่อมเป็นเจ้าของดอกผลอันเกิดจากทัพย์สินนั้น แต่เมื่อกฎหมายครอบครัวได้บัญญัติไว้ก็เท่ากับว่าเป็นการยกเว้นจากหลักทั่วไป ก็จำต้องปฏิบัติตาม เรื่องนี้แตกต่างไปจากกฎหมายเดิม เพราะแต่ก่อนดอกผลของสินส่วนตัวเป็นสินส่วนตัว ในเรื่องสินสมรสนี้กฎหมายได้วางหลักไว้ว่า "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน"

1. ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส  ทรัพย์สินใดๆก็ตามที่ได้มาในระหว่างสมรสนอกเหนือไปจากที่ถูกกำหนดไว้เป็นสินส่วนตัวแล้วย่อมเป็นสินสมรสทั้งสิ้น เช่น เงินเดือน เงินหรือทรัพย์อื่นที่ได้มาในระหว่างสมรส , ภริยาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในระหว่างที่ยังอยู่ร่วมกัน เมื่อหย่ากันสิทธิตามสัญญาเป็นสินสมรส หรือสามีทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ขณะที่เป็นสามีภริยากัน สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสินสมรส เพราะย่อมเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส , เงินบำนาญหรือสิทธิในการรับบำนาญได้มาในระหว่างสมรสแม้จะรับราชการอยู่ก่อนสมรสก็ตาม เป็นสินสมรส  เป็นต้น

2. ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส  คือในระหว่างสมรสหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์สินมาและทรัพย์สินนั้นจะเป็นสินสมรสต้องเป็นการได้มาโดย
                 2.1 พินัยกรรม หมายความว่า พินัยกรรมต้องเป็นหนังสือและระบุว่าเป็นสินสมรสไม่ใช่การเป็นทายาทโดยธรรม
                 2.2 การให้เป็นหนังสือ และหนังสือนั้นระบุว่าเป็นสินสมรส
                 หากพินัยกรรมหรือการยกให้เป็นหนังสือมิได้ระบุให้เป็นสินสมรส หรือเป็นการให้ด้วยวาจา ทรัพย์สินนั้นจะกลายเป็นสินส่วนตัว

3. ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว  ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 นี้มิได้กำหนดไว้เป็นพิเศษว่าอะไรคือดอกผล เพราะฉะนั้น ต้องถือหลักทั่วไปซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่า ดอกผลนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ
                 3.1 ดอกผลธรรมดา กล่าวคือ บรรดาสิ่งทั้งปวงซึ่งได้มาเพราะการใช้ของนั้นอันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ดังเช่น ผลไม้ น้ำนม ขนและลูกของสัตว์ เหล่านี้ย่อมสามารถจะถือเอาได้เมื่อขาด จากสิ่งนั้นๆ
                 3.2 ดอกผลนิตินัย กล่าวคือ ดอกเบี้ย กำไร ค่าเช่า ค่าปันผล และลาภอื่นๆ ที่ได้เป็นครั้งคราวแก่เจ้าทรัพย์จากผู้อื่น เมื่อได้ใช้ทรัพย์นั้นดอกผลเหล่านี้ย่อมคำนวณและถือเอาได้ตามรายวัน
                 สำหรับเรื่องดอกผลนี้เฉพาะในเรื่องครอบครัวแตกต่างกับหลักทั่วไป ดังได้กล่าวมาแล้ว เพราะปกติแล้วใครเป็นเจ้าของทรัพย์อันใดย่อมเป็นเจ้าของดอกผลด้วย ฉะนั้น ดอกผลของสินสมรสย่อมเป็นสินสมรส แต่ในกรณีถ้าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัว ดอกผลของทรัพย์แทนที่จะเป็นสินส่วนตัวเช่นเดียวกับทรัพย์ แต่กลายเป็นทรัพย์ของทั้งสองคนซึ่งเรียกว่าสินสมรส

                 สำหรับเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานี้ "หากเป็นที่สงสัยว่าจะเป็นสินสมรสใช่หรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" บทสันนิษฐานของกฎหมายนี้เป็นบทสันนิษฐานไม่เด็ดขาด กล่าวคือ หากคู่สมรสฝ่ายใดมีปัญหาว่าทรัพย์สินในส่วนนี้จะเป็นส่วนตัวหรือสินสมรสให้ถือว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่ถือว่าเป็นสินส่วนตัวจะต้องเป็นฝ่ายนำสืบ แต่จะนำข้อสันนิษฐานนี้ไปใช้กับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่สามีภริยากันไม่ได้

 
                        
ทนายอภินันท์ อากาศวิภาต       
   โทร 081-8491969            
 


 

Powered by MakeWebEasy.com